BIM กับการจัดการโครงการก่อสร้างในประเทศไทย

เทคโนโลยี Building Information Modeling หรือ BIM กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานในอุตสาหกรรมก่อสร้างของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ ระบบนี้ช่วยให้ทีมงานสามารถวางแผน ออกแบบ และบริหารจัดการโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการสร้างแบบจำลองดิจิทัลสามมิติที่มีข้อมูลครบถ้วน ทำให้สามารถลดข้อผิดพลาด ประหยัดเวลา และควบคุมงบประมาณได้ดีขึ้น

BIM กับการจัดการโครงการก่อสร้างในประเทศไทย

การนำเทคโนโลยี BIM มาใช้ในโครงการก่อสร้างของไทยได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องการการประสานงานระหว่างหลายฝ่าย ระบบ BIM ไม่ใช่เพียงแค่โปรแกรมออกแบบ แต่เป็นกระบวนการทำงานแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงข้อมูลทุกด้านของโครงการเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การก่อสร้าง ไปจนถึงการบำรุงรักษาอาคาร ทำให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันได้ตลอดเวลา

คิดเกี่ยวกับซอฟต์แวร์การก่อสร้างอย่างไร

ซอฟต์แวร์การก่อสร้างในยุคปัจจุบันมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้วิศวกร สถาปนิก และผู้รับเหมาสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น การเลือกใช้ซอฟต์แวร์ที่เหมาะสมควรพิจารณาจากความต้องการของโครงการ ขนาดของทีมงาน และงบประมาณที่มี ซอฟต์แวร์ที่ดีควรมีความสามารถในการจัดการข้อมูลจำนวนมาก รองรับการทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์ และสามารถส่งออกข้อมูลในรูปแบบต่างๆ ได้

ในประเทศไทย มีซอฟต์แวร์การก่อสร้างหลายประเภทให้เลือกใช้ ตั้งแต่โปรแกรมออกแบบสถาปัตยกรรม โปรแกรมคำนวณโครงสร้าง ไปจนถึงโปรแกรมบริหารจัดการโครงการ การลงทุนในซอฟต์แวร์เหล่านี้อาจดูเป็นค่าใช้จ่ายที่สูง แต่ในระยะยาวจะช่วยลดต้นทุนจากข้อผิดพลาดและเพิ่มความแม่นยำในการทำงาน

ซอฟต์แวร์การวางแผนการก่อสร้างทำงานอย่างไร

ซอฟต์แวร์การวางแผนการก่อสร้างช่วยให้ผู้จัดการโครงการสามารถสร้างตารางเวลา จัดสรรทรัพยากร และติดตามความคืบหน้าของงานได้อย่างเป็นระบบ โปรแกรมเหล่านี้มักใช้เทคนิค Critical Path Method หรือ CPM ในการวิเคราะห์ลำดับงานและระบุกิจกรรมสำคัญที่ส่งผลต่อระยะเวลาโครงการโดยรวม

การทำงานของซอฟต์แวร์เริ่มจากการป้อนข้อมูลกิจกรรมต่างๆ ในโครงการ กำหนดระยะเวลาและความสัมพันธ์ระหว่างงาน จากนั้นระบบจะคำนวณและสร้างแผนภูมิแท่งแสดงกำหนดการ ผู้ใช้สามารถปรับเปลี่ยนแผนได้ตามสถานการณ์จริง และระบบจะอัพเดทข้อมูลทั้งหมดโดยอัตโนมัติ ฟีเจอร์สำคัญอื่นๆ ได้แก่ การจัดการทรัพยากรบุคคล การควบคุมงบประมาณ และการสร้างรายงานความคืบหน้า

วิธีการใช้เครื่องมือซอฟต์แวร์ BIM อย่างมีประสิทธิภาพ

การใช้งานเครื่องมือ BIM ให้ได้ประโยชน์สูงสุดต้องอาศัยความเข้าใจในหลักการและการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ขั้นตอนแรกคือการสร้างแบบจำลองสามมิติของอาคารหรือโครงสร้าง โดยใส่ข้อมูลรายละเอียดของส่วนประกอบต่างๆ เช่น ขนาด วัสดุ คุณสมบัติทางกายภาพ และราคา ข้อมูลเหล่านี้จะถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูลกลางที่ทุกคนในทีมสามารถเข้าถึงได้

การทำงานแบบ Collaborative ถือเป็นหัวใจสำคัญของ BIM ทีมสถาปนิกสามารถออกแบบไปพร้อมกับทีมวิศวกรโครงสร้างและวิศวกรระบบได้ในเวลาเดียวกัน ระบบจะตรวจสอบความขัดแย้งหรือข้อผิดพลาดโดยอัตโนมัติ เช่น ท่อระบายน้ำที่ตัดกับคานโครงสร้าง ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ ก่อนที่จะเกิดปัญหาในหน้างานจริง

นอกจากนี้ BIM ยังช่วยในการประมาณการปริมาณวัสดุและต้นทุนได้แม่นยำ เนื่องจากระบบสามารถคำนวณจากแบบจำลองได้โดยตรง ช่วยลดความผิดพลาดจากการคำนวณด้วยมือและทำให้การจัดซื้อวัสดุมีประสิทธิภาพมากขึ้น


ซอฟต์แวร์/บริการ ผู้ให้บริการ ประเภทการใช้งาน ประมาณการค่าใช้จ่าย
Autodesk Revit Autodesk ออกแบบสถาปัตยกรรมและโครงสร้าง 8,000-12,000 บาท/เดือน
ArchiCAD Graphisoft ออกแบบสถาปัตยกรรม 70,000-90,000 บาท/ปี
Tekla Structures Trimble ออกแบบโครงสร้างเหล็กและคอนกรีต 100,000-150,000 บาท/ปี
Navisworks Autodesk ตรวจสอบและประสานงานโมเดล 5,000-8,000 บาท/เดือน
Microsoft Project Microsoft วางแผนและจัดการโครงการ 1,200-2,500 บาท/เดือน
Primavera P6 Oracle วางแผนโครงการขนาดใหญ่ 50,000-80,000 บาท/ปี

ราคาและค่าใช้จ่ายที่ระบุในบทความนี้เป็นการประมาณการตามข้อมูลล่าสุด แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมอย่างอิสระก่อนตัดสินใจทางการเงิน


ประโยชน์ของ BIM ต่อโครงการก่อสร้างไทย

การนำ BIM มาใช้ในโครงการก่อสร้างของไทยนำมาซึ่งประโยชน์หลายประการ ประการแรกคือการลดข้อผิดพลาดในการก่อสร้าง เนื่องจากระบบสามารถตรวจจับปัญหาความขัดแย้งของแบบได้ตั้งแต่ระยะออกแบบ ทำให้ลดงานแก้ไขในหน้างานซึ่งมักสิ้นเปลืองเวลาและค่าใช้จ่าย

ประการที่สองคือการเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารระหว่างทีมงาน เมื่อทุกฝ่ายใช้แบบจำลองเดียวกัน จะช่วยลดความเข้าใจผิดและทำให้การประสานงานราบรื่นขึ้น นอกจากนี้ เจ้าของโครงการยังสามารถเห็นภาพของอาคารที่จะสร้างได้ชัดเจนก่อนเริ่มงานจริง ทำให้สามารถตัดสินใจและขอเปลี่ยนแปลงได้ทันเวลา

ประการที่สามคือการจัดการข้อมูลในระยะยาว แบบจำลอง BIM สามารถใช้ประโยชน์ได้ตลอดอายุการใช้งานของอาคาร ไม่ใช่เพียงแค่ในช่วงก่อสร้างเท่านั้น ข้อมูลเกี่ยวกับวัสดุ อุปกรณ์ และระบบต่างๆ จะช่วยในการบำรุงรักษาและปรับปรุงอาคารในอนาคต

ความท้าทายในการนำ BIM มาใช้ในไทย

แม้ว่า BIM จะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็มีอุปสรรคในการนำมาใช้ในประเทศไทย ปัญหาหลักคือค่าใช้จ่ายในการลงทุนเริ่มต้นที่ค่อนข้างสูง ทั้งค่าซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และค่าฝึกอบรมบุคลากร สำหรับบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลาง การลงทุนนี้อาจเป็นภาระทางการเงิน

ความท้าทายอีกประการหนึ่งคือการขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้งาน BIM แม้ว่าสถาบันการศึกษาหลายแห่งจะเริ่มสอน BIM แล้ว แต่จำนวนผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์จริงยังมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องมาตรฐานและแนวปฏิบัติที่ยังไม่เป็นเอกภาพ ทำให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างโครงการหรือองค์กรต่างๆ ยังไม่ราบรื่นเท่าที่ควร

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐไทยได้เริ่มส่งเสริมการใช้ BIM ในโครงการภาครัฐมากขึ้น โดยเฉพาะในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยผลักดันให้เกิดการพัฒนาและยอมรับเทคโนโลยีนี้ในวงกว้างมากขึ้นในอนาคต การเตรียมความพร้อมของบุคลากรและองค์กรจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการแข่งขันในอุตสาหกรรมก่อสร้างยุคใหม่